กระเป๋าพ่วงแบตเตอรี่พลังงานแสงอาทิตย์

ทางเว็บบล็อกได้นำข้อมูลนี้มาจาก http://article.tcdcconnect.com/ideas/noon-solar-bag-%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b9%8b%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%80%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b9%88 จึงขออนุญาตนำข้อมูลมาเผยแพร่เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาคะ

Noon Solar Bag กระเป๋าพ่วงแบตเตอรี่พลังแสงอาทิตย์: Eco-Chic เกาะเทรนด์โลกร้อน

solor-bag-1.jpg

เผยโฉมครั้งแรกเมื่อปี 2006 ในงานนิทรรศการชื่อ Beyond Green ตอนนั้นเจ้ากระเป๋า Noon Solar นี้ยังเป็นแค่ผลงานชิ้นทดลอง แต่อีกแค่สองปีให้หลังมันก็วางหราอยู่บนถนน Fifth Avenue ซะแล้ว (หาทุนผลิตได้เร็วดีจริง)

solor-bag-2.jpg

เพียงแค่คุณได้เดินบนถนนที่มีแดดสักหน่อย  กระเป๋า  Noon  Solar  ใบนี้ก็สามารถชาร์จแบตมือถือหรือไอพอตของคุณได้แล้วอย่างง่ายดาย นอกจากนั้น มันยังเติมส่วนดีอื่นๆของความเป็น “ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก”ลงไปเพิ่มด้วย  เช่น   สีย้อมที่ใช้ทั้งหมดเป็นสีจากธรรมชาติล้วน  ผ่านกระบวนการผลิตที่ใช้เทคนิคแบบเก่าแก่ดั้งเดิม วัสดุหลักของกระเป๋าสามารถย่อยสลายได้เองในธรรมชาติ  (ยกเว้นแผงโซล่าร์และชิ้นส่วนบางอย่างที่ต้องนำไปผ่านขั้นตอนรีไซเคิล) ฯลฯ

solor-bag-3.jpg

เห็นว่าเพิ่งเริ่มทำตลาดในอเมริกา  ซึ่งถ้าเกิดเวิร์คขึ้นมาล่ะก็  มีหวังเราคงได้เห็นประชากรบริโภคนิยมชาวเอเชียเดินสะพายกันให้ทั่ว ซึ่งจะว่ากันจริงๆแล้ว ของสไตล์นี้น่าจะเหมาะกับประเทศเขตร้อน(และแดดร้อน)อย่างบ้านเรามากทีเดียว เทคโนโลยีที่เขาใช้ก็ไม่ได้เลิศเลอจนเข้าไม่ถึงแต่อย่างใด ถ้าคนไทย “หัวใสใจกล้า” ลองนำแนวคิดมาต่อยอดเป็นของอย่างอื่นบ้างก็น่าจะดีนะ  …ทั้งสะดวก ทั้งประหยัด แถมอินเทรนด์
อีกต่างหาก

ART in LIFE

การบริโภคศิลปะที่ผ่านมาในชีวิตของข้าพเจ้า

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8%A1

                ถ้าพูดถึงศิลปะในชีวิตคงบอกว่า สิ่งที่เจอมากที่สุดคือ ศิลปะประเภทดนตรี เพราะดิฉันเป็นนักดนตรีตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นวงเครื่องเป่าสากลจนถึงวงเครื่องสายไทย ทุกวันต้องเสพดนตรีตลอดทั้งวัน ดนตรีจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และเป็นแรงผลักดัน ให้สามารถทำในสิ่งอื่นได้ ส่วนด้านแฟชั่นจะเป็นแนวเรียบไม่หรูหรา ดูสบายตาในแบบชาวบ้านทั่วไป และศิลปะที่ข้าพเจ้าชอบมากที่สุดคือศิลปะประเภทภาพยนตร์ เพราะเวลาที่ได้เสพศิลปะประเภทนี้จะเหมือนกับเราได้สร้างโลกขึ้นมาอีกใบ เราสามารถกำหนดให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่เราสร้างขึ้นได้

คุณเห็นอะไรที่คิดจะปรับเปลี่ยน

                สิ่งที่คิดจะปรับเปลี่ยนคือชุดนักศึกษาของผู้หญิงว่าทำไมจึงต้องเป็นเสื้อสีขาว ทั้งๆที่เสื้อสีขาวมองเห็นทะลุสีเสื้อในและในเวลาที่เสื้อโดนน้ำหรือฝนตก ผ้าจะบางจนเห็นสรีระอันเป็นการไม่เหมาะสมและไม่สุภาพต่อสถานศึกษา และสร้างความอันตรายแก่ตัวนักศึกษาหญิง ทำไมจึงไม่เปลี่ยนสีเสื้อเป็นสีเทา น้ำเงินหรือน้ำตาลเข้ม จะได้มองดูแล้วรู้สึกสบายตา และข้าพเจ้าสงสัยว่าทำไมเสื้อนักศึกษาที่ขายตามร้านขายเสื้อทั่วไปจึงมีแต่ขนาดเสื้อที่เล็กมากรัดไปหมด เวลาที่เห็นนักศึกษาผู้หญิงใส่แล้วรู้สึกว่าไม่เหมือนแต่งมาเรียน ทำไมไม่เลือกใส่เสื้อให้พอดีกับรูปร่าง จะได้ใส่สบายและเสริมบุคลิกภาพให้ดีแก่ตนเอง และอีกส่วนคือกระโปรงนักศึกษาแบบรัดรูป มีรอยแหวกเยอะเยอะไปหมด นักศึกษาที่ชอบใส่กระโปรงสั้นเวลาก้มๆเงยๆ รู้สึกเหมือนจะเห็นบางสิ่งที่ไม่อยากเห็น ส่วนกระโปรงแบบพีชก็เวลาโดนลมพัดก็ปลิวไปตามลมถ้าไม่ได้ใส่กางเกงขาสั้นข้างในก็อาจจะเห็นบางสิ่งเช่นเดียวกันจึงควรเปลี่ยนจากกระโปรงมาเป็นกางเกงวอร์มหรือกางเกงขายาวก็ได้เพื่อความปลอดภัยและความเป็นระเบียบ

http://www.udclick.com/home1/index.php?option=com_content&task=view&id=90869

Interview

“ทรัพยากรไม่ได้มีไว้ให้นั่งมอง เราต้องรู้จักใช้และเก็บมันไว้ใช้”

ประวัติผู้ให้สัมภาษณ์
อาจารย์เกษมชาต ศรีวาลัย
หน่วยงาน :   ภาควิชาวิศวกรรมโยธา
ที่อยู่ :   ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
วุฒิการศึกษา สาขา สถาบันที่จบ
Master of Science Civil Engineering University of Maryland at College Park, USA.
วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ทรัพยากร น้ำ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

บทสัมภาษณ์

ทรัพยากรบนโลกมีจำกัด แต่ความต้องการของมนุษย์เพิ่มขึ้น คนแต่ก่อนความต้องการมีน้อย แต่ปัจจุบันความต้องการเพิ่มขึ้นทวีคูณ เราจึงมาค้นหาดูว่าจะมีวิธีการชะลอปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

วิธีชะลอปัญหา

เราต้องเริ่มที่การจัดการว่า ใครมีอิทธิพลมาก คือมีกำลังซื้อมาก จะใช้ทรัพยากรได้มาก แต่คนที่มีกำลังซื้อน้อย หรือมีจำกัดจะใช้ทรัพยากรได้น้อย ถ้ามองในระดับประเทศ เช่นในประเทศไทย จริงๆแล้วในไทยไม่ได้ใช้ทรัพยากรมากเมื่อหารต่อจำนวนประชากรทั้งประเทศ แต่ประเทศที่ใช้ทรัพยากรมากคือประเทศที่เจริญแล้ว เช่น ในประเทศอเมริกามีการตัดไม้ทำลายป่าจนเกือบหมด แต่ด้วยเป็นประเทศที่มีการออกมาตรการควบคุม คือกำหนดขีดจำกัดการใช้ทรัพยากรในประเทศจึงทำให้อเมริกาสามารถควบคุมและจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ดีกว่า เราจึงต้องศึกษาให้ละเอียดว่าในประเทศไทยมีจำนวนประชากรเท่าไหร่และทรัพยากรมีเท่าไหร่ แล้วจัดสรรให้ทรัพยากรอยู่ ณ จุดสมดุลระหว่างจำนวนประชากรกับทรัพยากรธรรมชาติ  โดยอาจจะออกกฎหมายว่า ถ้าใครใช้ทรัพยากรมากเท่าใดต้องจ่ายค่าตอบแทนคืนมากเท่านั้น ในประเทศอเมริกามีการออกกฎหมายในการใช้ทรัพยากรน้ำ ที่ว่า 1 ปีมีน้ำไหลกี่ลูกบาศก์เซนติเมตรต้องแบ่งส่งน้ำให้หมู่บ้านแต่ละส่วนในปริมาตรเท่าไหร่ และในประเทศไทยมีการออกกฎหมายด้านทรัพยากรธรณี โดยจะแบ่งแยกให้ฝ่ายส่งเสริมกับฝ่ายควบคุมแยกออกจากกันเป็นคนละองค์กรเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความ สมดุล และออกกฎหมายเรื่องการทำเหมืองแร่ เป็นต้น

QUIZ – 2011/07/19

2.อาจเป็นเพราะว่าศิลปะไทยเกิดขึ้นทีหลังอารยธรรมเก่าแก่หลายอารยธรรมหรือไม่ก็เป็นเพราะอารยธรรมของไทยไม่มีผู้นำไปเผยแพร่ให้แก่ประเทศอื่นได้รู้จัก และที่สำคัญการที่เราจะสามารถรับรู้ถึงศิลปะของชนชาติอื่นได้ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งภาษาไทยในความคิดของข้าพเจ้าเป็นภาษาที่ยากที่สุดในโลก ถ้ามีคนชื่นชมผลงานของเราแต่ไม่เข้าใจว่าภาพของเรานั้นต้องการจะสื่อถึงอะไรหรือมีความหมายอย่างไร แล้วเราไม่สามารถอธิบายได้เนื่องจากภาษาเรามีความซับซ้อน และไม่สามารถสื่อสารในภาษาของชาติอื่นได้ ทำให้ศิลปะของไทยยากต่อการเข้าถึง จึงไม่ถูกนำไปไว้ในประวัติศาสตร์ศิลป์

http://yaypapsi.blogspot.com/2010/06/blog-post_7979.html 

3.จากการอ่านหนังสือทั้งสองเล่มทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าศิลปะล้วนกำเนิดมาจากพื้นฐานเดียวกัน ซึ่งก็คือธรรมชาติถึงแม้ศิลปะในแต่ละยุคจะมีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่าดีบ้างหรือไม่เหมาะสมบ้างก็ล้วนแต่สร้างความแตกต่างกัน ที่ข้าพเจ้าได้อ่านรู้สึกว่าศิลปะที่เกิดก่อนเมื่อถูกยุบไปพอมาถึงศิลปะยุคใหม่ๆก็ล้วนแต่มีบุคคลที่มาสืบทอดศิลปะในยุคเก่าในบุคคลที่ตัวเองชื่นชอบ และข้าพเจ้ารู้สึกประทับใจในผลงานของเดอลา กรัว ในภาพ “การสังหารหมู่ที่ไคออส” ทำให้ข้าพเจ้าเข้าใจว่ารูปวาดสามารถถ่ายทอดเรื่องราวในประวัติศาสตร์ให้บุคคลรุ่นหลังได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไม่ยุติธรรม ผ่านภาพวาดจากนักศิลปะคนหนึ่ง นอกจากนี้ข้าพเจ้าเกิดความคิดว่าการที่จะสร้างสรรค์ผลงานอะไรออกมาให้ได้รับรู้ถึงอารมณ์ของรูปภาพ จิตวิญญาณของศิลปะจะต้องมีสิ่งกระตุ้นความรู้สึกจากภายในของผู้วาด เช่น ศิลปินหญิงอาร์เตมีเซีย เจนตีเลสกี ในผลงาน “จูดิทตัดหัวโฮโลเฟอร์เนส” ที่คับแค้นใจจากความไม่เท่าเทียมของชายหญิง และอดีตที่เธอโดนข่มขืนแต่ไม่สามารถเอาผิดฝ่ายชายได้จึงได้บรรเลงความรู้สึกของตนเองออกมาในรูปงานเขียนทางศิลปะ

My Favorite Painting

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับวาซิลี คันดินสกี

รูปนี้อ้างอิงจาก http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2568

           ศิลปินชาวฝรั่งเศสเชื้อสายรัสเซีย วาสิลี วาซิลเยวิช คันดินสกี หรือที่รู้จักกันดีในนาม วาสสิลี คันดินสกี ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการก่อตั้งกลุ่ม Der Blaue Reiter (The Blue Rider) ขึ้นที่กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนี อันเป็นการรวมตัวของศิลปินตัวกลั่นร่วมอุดมการณ์มากมาย

ความสำคัญของวาสสิลีที่แต่งแต้มเอาไว้ให้กับโลกมิได้มีเพียงเท่านั้น หากเขายังได้การยอมรับว่าเป็นจิตรกรคนแรกที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบเพียว แอบสแตรกต์ และถือเป็นการก้าวเข้าสู่ยุคโมเดิร์นนิสม์อย่างแท้จริง โดยนั่นเป็นเรื่องหลังจากการร่วมงานกับกลุ่ม Der Blaue Reiter ที่วาสสิลีได้พัฒนาผลงานไปสู่รูปแบบแอบสแตรกต์ล้วนๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงซึ่งเลียนแบบสิ่งมีชีวิตหรือรูปทรงเรขาคณิต ไปจนถึงเทคนิคอาศัยภาษาภาพสัญลักษณ์ที่เรียกว่า พิกโตกราฟฟิก (Pictographic)

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ศิลปะของวาสสิลีแตกต่างจากศิลปินในยุคเดียวกัน นั่นเป็นเพราะว่า นอกจากจะศึกษาศิลปะประเภทจิตรกรรมแล้ว เขายังได้รับการศึกษาทางดนตรี (เปียโนกับเชลโล) ซึ่งวาสสิลีเองเคยให้สัมภาษณ์เปรียบเทียบศิลปะกับดนตรีเอาไว้ว่า สีที่เขาใช้ก็เปรียบประหนึ่งคีย์บอร์ด ขณะที่ดวงตาของเขาทำหน้าที่ผสมผสานจิตวิญญาณของเส้นสายเปียโนที่มีอยู่มาก มายให้ออกมาเป็นเสียงดนตรี  วิธีคิดเช่นนี้ไม่ต่างกับยามที่เขาสร้างสรรค์งานศิลปะเลย ด้วยว่าคือมือเดียวกันที่บรรจงกดลงบนคีย์แต่ละคีย์ จากแรงกระเพื่อมหนึ่งไปยังอีกแรงกระเพื่อมหนึ่ง ภายใต้เป้าประสงค์ในการหลอมรวมแต่ละเส้นสายเส้นเสียงให้ออกมากลมกลืน เช่นเดียวกับการผสมผสานแต่ละเส้นสีเป็นงานศิลปะชิ้นหนึ่งนั่นเอง

รูปภาพผลงานที่ชื่นชอบ

Old Town II. 1902. Oil on canvas. 52 x 78.5 cm. Musée National d’Art Moderne, Centre Georges Pompidou, Paris, France. เป็นรูปวาดของวาซิลี คันดินสกี
รูปนี้อ้างอิงจาก http://www.artgazine.com/shoutouts/viewtopic.php?t=2568

                เหตุผลที่ชอบรูปนี้ เพราะว่าเป็นรูปที่มองแล้วรู้สึกว่าสบายใจอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกเหมือนกำลังย้อนอดีตไปยังสมัยก่อน ไปนั่งดูวิถีชีวิตที่แสนเรียบง่าย บ้านเมืองที่มีกลิ่นอบอวนไปด้วยภาพความทรงจำเก่าๆ ไม่มีความเครียด ความกังวล มีแต่ธรรมชาติเสียงของนก เสียงลมและเสียงทุ่งหญ้า เป็นภาพที่มองแล้วเหมือนทำให้หลุดออกจากโลกที่เป็นอยู่ ไปในโลกที่มีแต่ความสงบ ความสุขใจ ผู้หญิงในภาพทำให้รู้สึกเหมือนกำลังรอใครสักคน ภาพรวมคือเป็นภาพที่สวยมากสำหรับข้าพเจ้าถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะไม่รู้ความหมายที่แท้จริง แต่เวลาที่ข้าพเจ้าดูภาพนี้แล้วรู้สึกเพลิน และอบอุ่นเหมือนล่องลอยไปในโลกของความฝัน

สถานการณ์สิ่งแวดล้อมในมุมมองข​องข้าพเจ้า

อ้างอิงรูปจาก www.fmnh.org/research_collections/ecp/ecp_sites/NPI_web/models_coal.htm

                สำหรับป่าไม้นั้นในปัจจุบันป่าไม้ถูกทำลาย ถูกตัดนำมาขายเพื่อหากำไร เช่น ไม้หอม โดยการลักลอบตัดซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนลดลงมาก ส่วนไฟป่าก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ป่าไม้นั้นลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วเพราะครอบคลุมพื้นที่ขนาดกว้าง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้น่าจะมีสาเหตุมาจากภาวะเรือนกระจก โลกร้อนขึ้นอุณหภูมิโลกสูงขึ้นทำให้เกิดวิกฤตทางธรรมชาติ ภัยแล้งรวมถึงไฟป่า และอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ป่าไม้ลดจำนวนลงน่าจะมาจากการขยายพื้นที่อยู่อาศัยของมนุษย์หรือสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกเช่นการทำถนน สร้างเขื่อน ซึ่งจะต้องระเบิดภูเขาทั้งลูกเพื่อทำการก่อสร้าง อันเป็นการลุกล้ำพื้นที่ป่าไม้ทำให้ป่าไม้ในเมืองไทยลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว

 อ้างอิงรูปจากth.wikipedia.org/wiki/ไม้ขีดไฟ

                ปัจจุบันพลังงานที่มนุษย์นำมาใช้ในการดำเนินชีวิตมีหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น ในสมัยก่อนเราผลิตพลังงานจากน้ำมัน และถ่านหินเป็นหลัก ซึ่งพลังงานเหล่านั้นเป็นพลังงานแบบสิ้นเปลืองใช้แล้วหมดไป นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจึงได้มีการค้นหาพลังงานจากธรรมชาติในรูปแบบใหม่นำมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า เช่นพลังงานจากแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานน้ำ พลังงานเหล่านี้ล้วนเป็นพลังงานบริสุทธิ์ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แล้วยังเป็นพลังงานที่เหลือใช้อีกด้วย ในอนาคตรถยนต์ที่ใช้บนท้องถนนทั้งหมดน่าจะขับเคลื่อนรถยนต์โดยใช้น้ำเปล่าแทนน้ำมันหรือใช้พลังงานแสงอาทิตย์จากแผงโซลาเซลล์ในการขับเคลื่อน


อ้างอิงรูปจากhttps://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=68944

                น้ำที่สะอาดบนโลกมีน้อยกว่าน้ำที่สกปรกที่มีมลพิษปนเปื้อนหรือเป็นน้ำที่ไม่สามารถนำมาอุปโภคบริโภคได้ เนื่องจากมนุษย์เสพติดความสบายจากการใช้น้ำจนลืมนึกไปว่าน้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตบนโลกซึ่งน้ำที่มนุษย์นำมาอุปโภคบริโภคได้จริงๆนั้นมีน้อย ถ้าพวกเราทุกคนใช้น้ำอย่างสิ้นเปลืองในอนาคตเราอาจจะขาดแคลนน้ำดื่มน้ำกิน ถึงแม้ว่าในประเทศสิงคโปร์จะสามารถผลิตน้ำดื่มจากน้ำทะเลได้แล้วก็ตามแต่ต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูงและด้วยภาวะโลกร้อนทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายระดับน้ำทะเลจึงสูงขึ้น แต่น้ำบาดาลหรือน้ำจืดกลับถูกดูดใช้จนถึงขั้นวิกฤต เช่นประเทศจีนในปัจจุบันที่ขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตร ในอนาคตมนุษย์อาจต้องแย่งชิงน้ำกัน

อ้างอิงรูปจากhttp://www.siamsafety.com/index.php?page=environment/environment05montrealprotocolindex

                มลพิษอากาศบนท้องถนนล้วนสร้างความเสียหายต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ ณ บริเวณนั้นหรือบริเวณใกล้เคียง เพราะอากาศเป็นเสมือนห้องที่รวมไปด้วยแก๊สต่างๆ ถ้าในอากาศมีแต่สารปนเปื้อนลอยเต็มไปทั่วจะทำให้สิ่งมีชีวิตไม่มีอากาศบริสุทธิ์ในการหายใจ เช่น แถวท้องถนนในกรุงเทพที่เต็มไปด้วยรถยนต์ เมื่อแก็สที่ถูกปล่อยออกจากท่อไอเสียของรถได้เข้าไปสู่ร่างกายของเราแก๊สพิษเหล่านี้จะไปรวมตัวกับเซลล์เม็ดเลือดแดง ออกซิเจนไม่สามารถนำไปใช้ได้เราจึงหายใจไม่ออกและนำไปสู่การเสียชีวิต และด้วยอากาศที่ร้อนขึ้นจากปรากฏการณ์ภาวะเรือนกระจก ทำอุณหภูมิโลกสูง สภาพอากาศแปรปรวน ร่างกายของเราจึงปรับสมดุลไม่ทันและไม่สบายในที่สุด

อ้างอิงรูปจาก hydro-farm.blogspot.com/2010/05/hydro-seed.html

                ชนิดพันธุ์พืช ณ ปัจจุบันมีความหลากลหายทางชีวภาพมากขึ้นเนื่องจากนักวิทยาศาสตร์สร้างความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และพันธุ์พืชได้มีการพัฒนาสายพันธุ์ของตนเพื่อความอยู่รอด อาทิ เช่น พืชบางชนิดโดนยาฆ่าแมลงบ่อยครั้งทำให้เกิดการพัฒนายีนต่อต้านยาฆ่าแมลงหรือพืชบางชนิดเกิดการกลายพันธุ์ แต่การขยายพันธุ์แบบนี้เป็นที่น่าวิตก เพราะพันธุ์พืชในสมัยก่อนมีความแข็งแรง ปลอดภัยและมีคุณประโยชน์มากกว่าพันธุ์พืชในปัจจุบัน ถึงแม้ในปัจจุบันจะมีการตัดต่อทางพันธุวิศวกรรม GMOs แล้วก็ตามก็ไม่สามารถมาแทนพันธุ์พืชในสมัยเดิมได้หรืออาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของผู้บริโภคในอนาคต

อ้างอิงรูปจากhttp://fwmail.teenee.com/cute/9789.html

                สัตว์บนโลกนี้มีการลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว และสายพันธุที่เคยมีก็หายไป สังเกตได้จากสารคดีขั้วโลก พบว่าหมีขาวได้ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้พะยูนยังเป็นสัตว์ที่ใกล้จะสูญพันธุ์โดยจากหลักฐานที่พบที่ขั้วโลก พบว่าฝูงพะยูนกลุ่มหนึ่งสมัยก่อนเคยอาศัยอยู่ ณ บริเวณนั้นแต่ปัจจุบันฝูงพะยูนกลุ่มนั้นกลับหายสาบสูญไปโดยไม่มีสาเหตุและไม่มีการอพยพไปอยู่ที่อื่นไม่มีใครรู้ว่าฝูงพะยูนกลุ่มนั้นหายไปไหน และถึงแม้มนุษย์จะยกเลิกการล่าสัตว์ป่าโดยหันมาใช้วิทยาศาสตร์ในการเพิ่มผลผลิตทางอาหาร แต่สัตว์ทั่วไปก็ยังลดจำนวนลงเพราะไม่สามารถอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้